40 วิธีแก้อาการแพ้ท้อง & อาการแพ้ท้อง รับมืออย่างไร ?


 

วิธีลดอาการแพ้ท้อง

หากสงสัยว่าตั้งครรภ์หรือมีอาการแพ้ท้อง อย่างแรกที่ควรทำคือการทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยการใช้ชุดตรวจปัสสาวะสำเร็จรูป หากพบว่ามีการตั้งครรภ์ ควรรีบไปพบแพทย์ ในรายที่มีอาการแพ้ท้อง แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยปฏิบัติตัว ดังนี้

1. ดื่มนมหรือเครื่องดื่มร้อน ๆ หลังจากตื่นนอนตอนเช้า

2. เมื่อรู้สึกคลื่นไส้อาเจียนให้จิบน้ำอุ่นหรือดื่มน้ำขิงอุ่น ๆ (ควรเป็นขิงแท้ 100% ไม่ผสมน้ำตาล) เพราะขิงสามารถช่วยบรรเทาอาการปวดท้อง ท้องอืด ท้องผูก และอาการคลื่นไส้ได้

3. หลังอาเจียน ควรดื่มน้ำอุ่น ๆ และกลั้วคอล้างกลิ่นที่อาจทำให้รู้สึกคลื่นไส้หรือพะอืดพะอม และในระหว่างวันควรดื่มน้ำให้มาก ๆ ก็จะช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้บ้าง จะเป็นน้ำสะอาด น้ำผลไม้คั้นสด หรือนมก็ได้ (แต่บางคนก็อาจไม่ช่วย ดื่มน้ำผลไม้หรือนมแล้วอาเจียนก็มีครับ)

4. ควรกินอาหารอ่อน ๆ ที่ย่อยได้ง่าย เลือกกินอาหารที่ยังอุ่น ๆ และแบ่งอาหารออกเป็นมื้อย่อย ๆ ประมาณวันละ 5-6 มื้อ ก็จะช่วยลดความรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน และอาการแน่นท้องของคุณแม่ได้

5. มีผลไม้หลายชนิดที่ช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องของคุณแม่ได้ และมีผลไม้อยู่ 2 ชนิดที่ทำหน้าที่นี้ได้เป็นอย่างดี คือ สับปะรด(ช่วยในการย่อยอาหารและรักษาอาการคลื่นไส้) และกล้วย (ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดและบรรเทาอาการแพ้ท้อง)

6. อาการแพ้ท้องของคุณแม่อาจทุเลาลงได้ หากคุณแม่รับประทานขนมปังจืด ๆ หรือขนมปังกรอบธัญพืชสัก 1-2 ชิ้นก่อนเข้านอน เพื่อไม่ให้ท้องว่างนานเกินไป หรือจะทานอาหารเบา ๆ อย่างแครกเกอร์หรือเครื่องดื่มอุ่น ๆ ก่อนนอนก็ได้ จะทำให้คุณแม่หลับได้สบายขึ้น

7. คุณแม่ที่มีอาการแพ้ท้องควรเตรียมเครื่องดื่มหรือขนมปังแครกเกอร์แบบเค็ม ๆ ไว้ใกล้ตัวเสมอ หลังจากตื่นนอนตอนเช้าให้รับประทานแครกเกอร์ทันทีแล้วนอนต่อสัก 15 นาทีก่อนที่จะลุกขึ้นจากเตียง เพราะอาการแพ้ท้องส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในตอนเช้าและตอนท้องว่าง ถ้าปล่อยให้เกิดอาการเช่นนั้น ก็จะทำให้คุณแม่รู้สึกทรมานไปทั้งวัน

8. เมื่อลืมตาตื่นนอนแล้วให้นอนพักร่างกายสักครู่ อย่าเพิ่งรีบลุกออกจากเตียงทันที เพราะจะทำให้คุณแม่คลื่นไส้ได้ง่าย

9. นักจิตวิทยาชื่อ Gordon Gallup ได้กล่าวไว้ว่า “การมีออรัลเซ็กซ์สามารถช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องได้ โดยเขาเชื่อว่าการมีออรัลเซ็กซ์จะช่วยเพิ่มความต้านทานของผู้หญิงที่มีต่อน้ำอสุจิของฝ่ายชายโดยการกลืนมันเข้าไปให้มากขึ้น” แต่คำกล่าวนี้ยังไม่มีการพิสูจน์อย่างเป็นรูปธรรมหรือมีหลักฐานสนับสนุนแต่อย่างใด

10. การใส่สายรัดข้อมืออาจช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องของคุณแม่ได้ แต่ต้องเป็นสายรัดข้อมือกดจุดเท่านั้นนะครับที่จะช่วยป้องกันการคลื่นไส้อาเจียนได้ (ทำงานโดยการให้ความดันที่ปลอกข้อมืดกดจุดที่เรียกว่า “เพอริคาร์เดียม 6“)

11. หาอะไรทำเพลิน ๆ พูดคุยกับเพื่อน หรืออยู่กับสิ่งที่ชอบ เพื่อผ่อนคลายความเครียดและลืมความรู้สึกคลื่นไส้หรือพะอืดพะอม เพราะอาการแพ้ท้องส่วนหนึ่งจะมีสาเหตุมาจากเรื่องของอารมณ์และจิตใจ

12. มีงานวิจัยของชาวอเมริกันที่พบว่าการเดินไปเดินมาง่าย ๆ จะสามารถช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้อง รวมไปถึงอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นกับหญิงตั้งครรภ์ได้ด้วย เช่น อาการจุกเสียด

13. กลิ่นหอมจากธรรมชาติบางกลิ่นสามารถช่วยลดอาการแพ้ท้องได้ เช่น กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหยเปปเปอร์มินต์ หากคุณแม่เติมน้ำมันหอมระเหยชนิดไว้ในห้องนอนเวลากลางคืนก็จะช่วยบรรเทาอาการแพ้ท้องในเช้าของวันถัดมาได้

14. รักษาจากสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการแพ้ท้อง อย่างในกรณีที่คุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝด ก็ควรรักษาแบบประคับประคองอาการไปเรื่อย ๆ ส่วนในกรณีที่ตั้งครรภ์ไข่ปลาอุกก็อาจต้องรักษาด้วยการยุติการตั้งครรภ์ ก็จะทำให้อาการแพ้ท้องหายไป

15. ในกรณีที่แพ้ท้องไม่มาก แพทย์จะให้คำแนะนำว่าอาการเหล่านี้เป็นเรื่องธรรมชาติเพื่อไม่ให้คุณแม่ต้องเป็นกังวล และให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวเบื้องต้นเพื่อให้อาการบรรเทาลงได้ แพทย์มักจะไม่ให้ยาแก้แพ้ท้อง เพราะอาการต่าง ๆ จะค่อย ๆ ดีขึ้นตามลำดับ เมื่อคุณแม่มีอายุครรภ์มากขึ้น

16. ถ้ามีอาการแพ้ท้องมาก กินอะไรก็อาเจียนออกหมด แนะนำให้อมลูกอมบ่อย ๆ จิบน้ำหวาน หรือน้ำผลไม้ทีละน้อย ๆ บ่อย ๆ เพื่อให้พลังงานและป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ แล้วจึงรีบไปพบแพทย์

17. ในรายที่มีอาการอาเจียนมากจนรับประทานอาหารไม่ได้ ควรรีบไปแพทย์ ไม่แนะนำให้ซื้อยามารับประทานเอง เพราะอาจจำเป็นต้องได้รับการให้น้ำเกลือ และแพทย์อาจพิจารณาให้ยาแก้อาเจียน เช่น ไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine), ไดเมนไฮดริเนต (Dimenhydrinate), ดอมเพอริโดน (Domperidone) ครั้งละ 1 เม็ด ก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง วันละ 2-3 ครั้ง (เป็นยาแก้อาการเมารถ เมาเรือ คลื่นไส้ อาการแพ้ท้อง) แต่หากไม่สะดวกไปพบแพทย์และคุณแม่อยากซื้อยามารับประทานเอง แนะนำว่าควรเป็นวิตามินบี 6 รับประทานวันละ 3 เวลา เพราะวิตามินบี 6 จะช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในคุณแม่ตั้งครรภ์ได้ดี (ถ้าไม่มีก็สามารถใช้วิตามินบี 6 บี 12 แทนก็ได้) แต่หากใช้แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์จะดีที่สุด

18. ในรายที่มีอาการอาเจียนรุนแรงและเป็นอย่างต่อเนื่อง มีภาวะขาดน้ำ, ขาดสารอาหาร, ภาวะเลือดเป็นกรด (หายใจหอบลึก), ตาพร่ามัวซึ่งเกิดขึ้นฉับพลัน หรือดีซ่าน หรือสงสัยว่าเป็นอาการแพ้ท้องอย่างแรง (Hyperemesis gravidarum) ควรรีบไปพบแพทย์ก่อนนัดโดยด่วน แพทย์จะให้นอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อให้น้ำเกลือทดแทนภาวะขาดน้ำ (อาจมีการเพิ่มแร่ธาตุหรือวิตามินด้วย) และอาจให้อาหารทางสายยางหรือหลอดเลือด ถ้ามีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอาจต้องทำการยุติการตั้งครรภ์เพื่อป้องกันไม่ให้คุณแม่ได้รับอันตราย